• จีนรายงานการพบผู้ป่วยโควิด-19 รายแรก เป็นชายวัย 55 ปี ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ที่เกี่ยวข้องกับตลาดค้าส่งอาหารทะเล ขณะที่การศึกษารายงานทางการแพทย์ย้อนกลับไปพบว่า ในจีนมีผู้ป่วยหลายรายที่มีอาการคล้ายกันนี้ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ย. และมีรายงานการพบผู้ป่วยมีอาการคล้ายโควิด-19 ในอิตาลี ตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค.

  • องค์การอนามัยโลกประกาศชื่อโรคนี้ว่า “โควิด-19” ในวันที่ 11 ก.พ. 2563 และกว่าที่จะประกาศให้เป็นโรคระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) ก็คือในเดือน มี.ค.2563

  • ผ่านมาจะครบ 1 ปี สถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรง อัตราการพบผู้ติดเชื้อทั่วโลกอยู่ที่ 1 ล้านราย ในรอบ 24-48 ชั่วโมง ล่าสุดจำนวนผู้ป่วยสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 67 ล้านราย มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1.53 ล้านศพ คาดว่าจนถึงปลายปีตัวเลขจะเกินกว่า 70 ล้านราย ท่ามกลางความหวังของทั่วโลกในการมาถึงของวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ติดต่อกันผ่านทางสารคัดหลั่ง ไอ จาม ที่ฟุ้งกระจายในอากาศ ทำให้วิธีป้องกันที่ดีที่สุดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกคือการสวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ให้คนหมู่มากออกมาชุมนุมกัน ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ได้มีมาตรการล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่กับบ้าน ทำงานจากที่บ้าน ปิดโรงเรียน และปิดธุรกิจร้านค้าที่ไม่จำเป็น เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลา 1 ปีที่ประชาชนทั่วโลกต้องเจอความเปลี่ยนแปลง และต้องปรับตัวครั้งใหญ่

การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงทั่วโลก

จนถึงตอนนี้การแพร่ระบาดยังไม่สิ้นสุดลง แต่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ที่กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 2 ปี ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงพร้อมกันครั้งใหญ่ในวันที่ 24 ก.พ. เนื่องมาจากการที่นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดนอกประเทศจีนครั้งแรก และร่วงหนักอีกครั้งในวันที่ 16 มี.ค. ขณะที่คาดว่าธุรกิจประกันภัยทั่วโลกจะขาดทุนรวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์

ในส่วนของธุรกิจท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และต้องปรับตัวครั้งใหญ่ที่สุด เนื่องมาจากการห้ามเดินทาง และปิดสถานที่ท่องเที่ยว เรือสำราญ และสายการบินต้องปรับตัวหาธุรกิจเสริมเพื่อความอยู่รอด อย่างขายอาหาร และบริการอื่นๆ 

ด้านธุรกิจค้าปลีกทั่วโลก เจอการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในยุโรปและลาตินอเมริกา การขายสินค้าหน้าร้านซบเซาลง 40% ส่วนในอเมริกาเหนือและตะวันออกกลางยอดขายลดลง 50-60% ประชาชนตกงานทั่วโลกหลายร้อยล้านตำแหน่ง ชาวอเมริกาตกงานแล้วยื่นรับเงินสวัสดิการช่วยเหลือคนว่างงานถึง 40% ธนาคารโลกประเมินว่า การชัตดาวน์ธุรกิจต่างๆ ทำให้ประชากรทั่วโลกกว่า 100 ล้านคนตกอยู่ในภาวะยากจน

ทั่วโลกปรับเข้าสู่การใช้ระบบดิจิตัลเต็มตัว 

โควิด-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้าออนไลน์ สั่งอาหารออนไลน์ จ่ายเงินออนไลน์ ธุรกิจต่างๆ ต้องเข้าสู่ E-commerce เพื่อความอยู่รอด อย่างร้านอาหารที่มีหน้าร้านก็ต้องหันมาส่งเดลิเวอรี่เป็นหลัก ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ อาทิ โลจิสติกส์ บริษัทขนส่งสินค้า ไอซีที อิเล็กทรอนิกส์ ขายต้นไม้ ทำสวน อุปกรณ์ประดิษฐ์ของใช้เอง เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเพื่อสุขอนามัย

บริษัทต่างๆ ต้องปรับรูปแบบธุรกิจให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน มีการประชุมออนไลน์ จัดอบรมสัมนาออนไลน์ ทำให้แอปพลิเคชันอย่าง ZOOM เป็นที่รู้จักทั่วโลกในชั่วข้ามคืน ขณะที่โรงเรียนปิดทำการ มีการปรับรูปแบบการเรียนการสอนผ่านการใช้สื่อการเรียนการสอนทางออนไลน์ และส่งงานผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ครูผู้สอนและเด็กนักเรียนต้องปรับตัวขนานใหญ่ 

วงการกีฬาและบันเทิงถูกดิสรัป 

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังทำให้ตารางการแข่งขันกีฬาถูกเลื่อนและยกเลิกพร้อมกันมากที่สุด นับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมไปถึง ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก พรีเมียร์ลีก ยูฟ่า ยูโรปาลีก ยูโร เอ็นบีเอ เอ็นเอชแอล ขณะที่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ก็ถูกเลื่อนออกไป 1 ปี

อุตสาหกรรมบันเทิงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในช่วงแรกของการระบาด การจัดคอนเสิร์ต งานเทศกาลดนตรีใหญ่ๆ ถูกยกเลิก แม้แต่การแข่งขันดนตรีอย่างยูโรวิชั่น ที่ปีนี้ต้องจัดที่เนเธอร์แลนด์ ก็ต้องยกเลิกไป

ขณะเดียวกันในช่วงล็อกดาวน์ โรงละครบรอดเวย์ โรงภาพยนตร์ทั่วโลกต้องปิดให้บริการ การถ่ายทำภาพยนตร์ การเปิดตัวภาพยนตร์ และกำหนดเข้าฉายต้องเลื่อนออกไป ค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่างดิสนีย์ประสบปัญหาขาดทุน หลายค่ายนำภาพยนตร์มาลงฉายผ่านสตรีมมิ่ง เมื่อความบันเทิงและข่าวสารของผู้คนส่วนใหญ่หันมาอยู่ในรูปแบบออนไลน์ ทั้งการดูภาพยนตร์ผ่านระบบสตรีมมิ่ง ซึ่งกำลังมีการแข่งขันสูง การรับชมข่าวสารทางเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น และความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการใช้แอปพลิเคชันอย่าง TikTok

บททดสอบรัฐบาลทั่วโลก 

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อระบบการเมืองในหลายประเทศ หลายประเทศเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนถึงช่วงหลังเดือน พ.ค. เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ หลายประเทศอย่างฝรั่งเศส มีประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์  

ที่บราซิล ประชาชนออกมาประท้วงแนวทางการรับมือโควิด-19 ของประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ที่ทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดเลวร้ายลง บราซิลกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงที่สุดลำดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และอินเดีย 

ส่วนที่สหรัฐฯ ความล้มเหลวในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังมีส่วนสำคัญทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งพรรครีพับลิกัน พ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้ หลังจากที่มีชาวอเมริกันสังเวยชีวิตให้กับโควิด-19 แล้วเกือบ 3 แสนราย  

ขณะที่รัฐบาลของหลายประเทศมีแนวทางการรับมือโควิด-19 ที่เด็ดขาด สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ทำให้มีคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลอิตาลีมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น 27% รัฐบาลเยอรมนีคะแนนความนิยมเพิ่มขึ้น 11% 

สิ่งแวดล้อมฟื้นฟู แต่ปัญหาขยะเพิ่มขึ้น

เมื่อสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติถูกปิดตัวในช่วงล็อกดาวน์ ระบบนิเวศน์วิทยาก็ฟื้นตัวกลับมา มีรายงานการพบเห็นปลาและสัตว์ทะเลในคลองเวนิส ที่ไม่ได้เห็นมานานเมื่อนักท่องเที่ยวลดลง นอกจากนี้เมื่อประชาชนต้องอยู่แต่ที่บ้าน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกลดลง

ที่จีนและอินเดีย สภาพอากาศดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ท้องฟ้าแจ่มใส ค่าฝุ่นละอองและมลพิษจากควันไอเสียลดลงกว่า 70% มีรายงานว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศของจีนลดลงถึง 25% การปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรมลดลง 50% 

ขณะที่การสำรวจพบว่า มีขยะติดเชื้ออย่างชุด PPE ถุงมือ เฟซชิลด์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และหน้ากากอนามัยแบบใช้แล้วทิ้ง เพิ่มขึ้นทั่วโลก จีนเพิ่มการผลิตหน้ากากอนามัยมาอยู่ที่ 14.8 ล้านชิ้นต่อวัน นับตั้งแต่เดือน ก.พ. นอกจากนี้ขยะพลาสติกที่มาจากหีบห่อขนส่งสินค้า และอาหารเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้น. 

ที่มา : ไทยรัฐ

สอบถามแฟรนไชส์ WashCoin ได้ที่
เพิ่มเพื่อน

แชร์โพสนี้